ออกแบบโรงงานอาหารให้ผ่าน GHPs ต้องดูอะไรบ้าง?
10 ข้อที่เจ้าของโรงงานต้องรู้ก่อนลงทุน เพื่อวาง Layout, Flow, วัสดุ ระบบอากาศ ระบบระบายน้ำ ห้องบรรจุ และสุขลักษณะพนักงานให้ถูกหลักตั้งแต่ Day 1 ลดความเสี่ยงแก้งานซ้ำและพร้อมต่อยอดสู่ HACCP
การออกแบบโรงงานอาหาร ไม่ใช่แค่วางเครื่องจักรให้ผลิตได้
การ ออกแบบโรงงานอาหาร ไม่ใช่แค่การวางเครื่องจักรให้ผลิตได้เร็ว หรือสร้างอาคารให้มีพื้นที่เพียงพอเท่านั้น แต่ต้องออกแบบให้ถูกสุขลักษณะ ลดความเสี่ยงการปนเปื้อน และรองรับการตรวจประเมินมาตรฐานอย่าง GHPs (Good Hygiene Practices) ตั้งแต่วันแรก
หากโรงงานสร้างเสร็จแล้วจึงพบว่าโครงสร้าง พื้นที่ผลิต ทางเดินคน ทางเดินวัตถุดิบ ระบบระบายน้ำ หรือห้องบรรจุไม่เหมาะสม อาจต้องเสียค่าแก้ไขสูงกว่าการวางแผนให้ถูกตั้งแต่ต้นหลายเท่า อีกทั้งยังอาจกระทบกำลังการผลิต ระยะเวลาเปิดโรงงาน และความเชื่อมั่นของลูกค้า
สำหรับเจ้าของโรงงานอาหาร ผู้ประกอบการ SME และผู้ที่กำลังสร้างโรงงานใหม่ การเข้าใจหลักการออกแบบให้สอดคล้องกับ GHPs จะช่วยให้โรงงานพร้อมต่อการขออนุญาต ผลิตอาหารได้ปลอดภัย และต่อยอดสู่ลูกค้ากลุ่ม Modern Trade โรงแรม ร้านอาหารเชน หรือมาตรฐาน HACCP ได้ง่ายขึ้น
GHPs คือโครงสร้างการทำงานจริง ไม่ใช่แค่เอกสาร
ข้อกำหนดด้านสุขลักษณะต้องสะท้อนอยู่ใน Layout อาคาร พื้น ผนัง เพดาน เส้นทางการผลิต ระบบน้ำ ระบบอากาศ เครื่องจักร การจัดเก็บ และพฤติกรรมพนักงาน หากองค์ประกอบเหล่านี้ทำงานไม่สอดคล้องกัน โรงงานอาจควบคุมความเสี่ยงการปนเปื้อนได้ยากแม้จะมีคู่มือครบถ้วน
GHPs คืออะไร และเกี่ยวอะไรกับการออกแบบโรงงานอาหาร?
GHPs หรือ Good Hygiene Practices คือแนวปฏิบัติด้านสุขลักษณะที่ดีในห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต การจัดเก็บ ไปจนถึงการขนส่ง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนและทำให้อาหารปลอดภัยต่อผู้บริโภค
สำหรับโรงงานอาหาร การออกแบบอาคารและพื้นที่ผลิตมีผลโดยตรงต่อการผ่าน GHPs เพราะหลายข้อกำหนดเกี่ยวข้องกับของจริงในพื้นที่ เช่น
- พื้น ผนัง และเพดานทำความสะอาดง่าย ไม่ดูดซึมน้ำ และไม่มีมุมอับ
- ไลน์ผลิตไหลทางเดียว ไม่เดินย้อนกลับ และไม่ตัดกับขยะหรือสินค้าคืน
- พื้นที่สกปรก พื้นที่เปลี่ยนผ่าน และพื้นที่สะอาดแยกกันชัดเจน
- มีจุดล้างมือ เปลี่ยนรองเท้า เปลี่ยนชุด และควบคุมสุขลักษณะพนักงาน
- ระบบระบายน้ำไม่เกิดน้ำขัง ไม่ส่งกลิ่น และไม่ไหลย้อนจากโซนเสี่ยง
- ห้องบรรจุหรือ High Care Area ควบคุมความสะอาดและการเข้าออกได้
ทำไมต้องออกแบบให้พร้อมผ่าน GHPs ตั้งแต่ต้น?
โรงงานอาหารมีรายละเอียดเฉพาะมากกว่าอาคารอุตสาหกรรมทั่วไป การเช่าอาคารเดิมหรือสร้างแบบทั่วไปก่อนแล้วค่อยปรับภายหลัง อาจทำให้ต้องรื้อพื้น ย้ายท่อ เปลี่ยนทิศทางลม กั้นห้องใหม่ หรือหยุดการผลิตเพื่อแก้ไข
- พื้นลาดเอียงผิดทิศทาง ทำให้น้ำขังหรือไหลจากพื้นที่สกปรกไปพื้นที่สะอาด
- วัตถุดิบดิบและสินค้าสำเร็จรูปใช้ทางเดินเดียวกัน เกิดความเสี่ยงปนเปื้อนย้อนกลับ
- ห้องบรรจุอยู่ใกล้จุดล้างอุปกรณ์ จุดรับวัตถุดิบ หรือจุดขนขยะมากเกินไป
- ระบบระบายอากาศพาอากาศจากพื้นที่เสี่ยงสูงไปยังพื้นที่สะอาด
- ไม่มี Quarantine Area สำหรับวัตถุดิบหรือสินค้าที่รอผลตรวจ
- ตำแหน่งห้องน้ำ จุดพัก และทางเดินพนักงานไม่แยกจากพื้นที่ผลิตอย่างเหมาะสม
4 เสาหลักของสถาปัตยกรรมโรงงานอาหาร GHP
Space & Flow
จัดพื้นที่และทิศทางให้คน วัตถุดิบ สินค้า บรรจุภัณฑ์ และขยะไม่ตัดกัน พร้อมแยกคลังตามประเภทความเสี่ยง
Structural Integrity
เลือกโครงสร้าง พื้น ผนัง เพดาน และรายละเอียดรอยต่อที่แข็งแรง ไม่ดูดซึมน้ำ และทำความสะอาดง่าย
Environmental Control
ควบคุมอากาศ น้ำ อุณหภูมิ ความชื้น กลิ่น ไอน้ำ และแรงดันอากาศให้เหมาะกับระดับความสะอาดของแต่ละพื้นที่
Human & Operations
ออกแบบเส้นทางสุขลักษณะพนักงาน การเข้าถึงเครื่องจักร การซ่อมบำรุง การ Audit และการขยายกำลังผลิตในอนาคต
10 ข้อที่เจ้าของโรงงานต้องรู้ก่อนออกแบบโรงงานอาหารให้ผ่าน GHPs
วางผังโรงงานให้ Flow การผลิตไม่ตัดกัน
หัวใจของการออกแบบโรงงานอาหาร คือการวาง Flow ตั้งแต่วัตถุดิบเข้าโรงงานจนถึงสินค้าสำเร็จรูปออกจากคลัง โดยควรออกแบบเป็น One-way Flow เพื่อลดโอกาสการปนเปื้อนย้อนกลับ
ต้องหลีกเลี่ยงการให้วัตถุดิบดิบเดินสวนกับสินค้าสำเร็จรูป รวมถึงควรแยก Flow คน วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ขยะ สินค้าคืน และอุปกรณ์ทำความสะอาดออกจากกันเท่าที่จำเป็นตามระดับความเสี่ยง
ข้อแนะนำ: ก่อนสรุปแบบ ควรจัดทำ Process Flow Diagram, Material Flow, People Flow, Waste Flow และ Packaging Flow ควบคู่กับแปลนอาคาร เพื่อค้นหาจุดตัดและจุดเสี่ยงก่อนเริ่มก่อสร้าง
แยกพื้นที่สะอาดและพื้นที่สกปรกให้ชัดเจน
โรงงานอาหารควรแบ่งโซนตามระดับความเสี่ยง เช่น พื้นที่รับวัตถุดิบ พื้นที่ล้างและเตรียม พื้นที่ผลิต พื้นที่บรรจุ พื้นที่เก็บสินค้าสำเร็จรูป พื้นที่ล้างอุปกรณ์ ห้องขยะ ห้องเปลี่ยนชุด และพื้นที่พักพนักงาน
การแบ่งโซนไม่ใช่เพียงการตีเส้นบนพื้น แต่ต้องพิจารณาผนังกั้น ประตู จุดควบคุมเข้าออก การไหลของอากาศ จุดล้างมือ การเปลี่ยนรองเท้า และพื้นที่เปลี่ยนผ่านสุขลักษณะด้วย
สำหรับอาหารพร้อมรับประทานหรือผลิตภัณฑ์หลังผ่านความร้อน พื้นที่บรรจุควรได้รับการปกป้องมากกว่าพื้นที่รับวัตถุดิบ เพราะสินค้าไม่ควรกลับไปสัมผัสพื้นที่เสี่ยงสูงอีก
เลือกวัสดุพื้น ผนัง และเพดานให้เหมาะกับโรงงานอาหาร
วัสดุที่ใช้ในโรงงานอาหารควรทำความสะอาดง่าย ไม่ดูดซึมน้ำ ไม่สะสมฝุ่นหรือเชื้อรา ทนต่อสารทำความสะอาด ไม่หลุดร่อนง่าย และไม่มีซอกมุมที่เข้าถึงยาก
- พื้น: แข็งแรง ทนการใช้งาน ทนสารเคมีตามประเภทงาน และมีความลาดเอียงเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดน้ำขัง
- ผนัง: ผิวเรียบ ล้างทำความสะอาดได้ รอยต่อควรปิดสนิท และบริเวณพื้นชนผนังควรใช้ Cove Base ลดมุมอับ
- เพดาน: ป้องกันฝุ่น เศษวัสดุ เชื้อรา และหยดน้ำจากการควบแน่นตกลงสู่สินค้า เครื่องจักร หรือบรรจุภัณฑ์
การเลือกวัสดุจากราคาก่อสร้างเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ต้นทุนทำความสะอาด ซ่อมบำรุง และหยุดไลน์ผลิตสูงขึ้นในระยะยาว
ระบบระบายน้ำต้องไม่ทำให้เกิดการปนเปื้อน
โรงงานที่มีการล้างวัตถุดิบ ล้างพื้น ล้างเครื่องจักร หรือมีน้ำจากกระบวนการผลิต ต้องออกแบบรางและท่อระบายน้ำให้รองรับปริมาณน้ำจริง พร้อมบำรุงรักษาได้ง่าย
- น้ำไหลออกจากพื้นที่ผลิตได้ดีและไม่เกิดน้ำขัง
- ทิศทางน้ำไม่ไหลจากพื้นที่สกปรกย้อนเข้าสู่พื้นที่สะอาด
- รางและท่อมีฝาปิดเหมาะสม ถอดล้างและตรวจสอบได้
- มีระบบป้องกันกลิ่น แมลง และสัตว์พาหะจากท่อระบายน้ำ
- ไม่วางจุดระบายในตำแหน่งที่เสี่ยงต่อสินค้าเปิดหรือบรรจุภัณฑ์สะอาด
จุดที่แก้ยากที่สุด: หากทิศทางความลาดหรือแนวท่อผิดหลังติดตั้งเครื่องจักรแล้ว อาจต้องรื้อพื้น ย้ายเครื่องจักร และหยุดการผลิต จึงควรประสานแบบสถาปัตยกรรม สุขาภิบาล และ Layout เครื่องจักรก่อนเทคอนกรีต
ออกแบบการระบายอากาศให้เหมาะกับประเภทอาหาร
ระบบอากาศในโรงงานอาหารไม่ได้มีหน้าที่เพียงลดความร้อน แต่ต้องควบคุมฝุ่น ไอน้ำ กลิ่น ความชื้น การควบแน่น อุณหภูมิ และทิศทางการปนเปื้อนข้ามพื้นที่
- โรงงานเบเกอรี่ต้องจัดการความร้อนและไอน้ำ
- โรงงานอาหารแช่เย็นหรือแช่แข็งต้องควบคุมอุณหภูมิและการควบแน่น
- โรงงานเครื่องดื่มต้องควบคุมความสะอาดบริเวณบรรจุ
- อาหารพร้อมรับประทานต้องแยกอากาศก่อนปรุงและหลังปรุง
- โรงงานเครื่องปรุงรสอาจต้องจัดการไอ กลิ่น ฝุ่น และความชื้นสูง
หลักสำคัญคือไม่ให้อากาศจากพื้นที่เสี่ยงสูงไหลไปพื้นที่สะอาด ในบางกรณีอาจต้องใช้แผ่นกรองอากาศ แรงดันบวก Air Curtain หรือระบบปรับอากาศเฉพาะโซนตามความเสี่ยงของสินค้า
ห้องบรรจุต้องออกแบบให้สะอาดและควบคุมได้
ห้องบรรจุเป็นจุดสำคัญที่สินค้าสัมผัสบรรจุภัณฑ์ก่อนส่งถึงผู้บริโภค หากสินค้าเป็นอาหารพร้อมรับประทาน หรือผ่านการฆ่าเชื้อและปรุงสุกแล้ว พื้นที่นี้ยิ่งต้องควบคุมความสะอาดมากเป็นพิเศษ
- เป็นพื้นที่ปิดหรือควบคุมการเข้าออกได้
- มีจุดล้างมือ ฆ่าเชื้อ เปลี่ยนรองเท้า หรือเปลี่ยนชุดก่อนเข้า
- มีระบบป้องกันแมลงและช่องเปิดที่ควบคุมได้
- พื้นผิวทั้งหมดทำความสะอาดง่ายและไม่มีจุดสะสมฝุ่น
- เส้นทางบรรจุภัณฑ์ไม่ปนกับวัตถุดิบหรือขยะ
- ระบบอากาศเหมาะกับระดับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์
- มีพื้นที่เพียงพอ ไม่แออัด และทำความสะอาดรอบเครื่องจักรได้
การเตรียมห้องบรรจุให้เหมาะสมตั้งแต่แรกช่วยให้ต่อยอดไปสู่ HACCP, ISO 22000 หรือ BRCGS ได้ง่ายขึ้น
วางตำแหน่งเครื่องจักรให้ผลิตง่าย ทำความสะอาดง่าย และตรวจสอบได้
เครื่องจักรที่ทันสมัยอาจไม่ช่วยให้โรงงานผ่าน GHPs หากวางตำแหน่งผิด ควรวางเครื่องจักรตาม Flow การผลิต พร้อมเผื่อพื้นที่ทำความสะอาด ตรวจสอบ และซ่อมบำรุง
- มีพื้นที่รอบเครื่องจักรให้พนักงานเข้าถึงได้อย่างปลอดภัย
- ไม่ชิดผนังจนเกิดซอกอับหรือจุดสะสมสิ่งสกปรก
- ลดการข้ามไลน์ระหว่างวัตถุดิบกับสินค้าสำเร็จรูป
- มีพื้นที่ซ่อมบำรุงโดยไม่รบกวนพื้นที่สะอาดเกินจำเป็น
- เครื่องจักรที่ใช้น้ำอยู่ใกล้ระบบระบายน้ำที่ออกแบบรองรับ
- จุดปล่อยความร้อน ไอน้ำ ฝุ่น หรือกลิ่นมีระบบดูดและระบายเฉพาะ
- เผื่อพื้นที่และสาธารณูปโภคสำหรับเครื่องจักรในอนาคต
ระบบสุขลักษณะพนักงานต้องเป็นส่วนหนึ่งของ Layout
GHPs ไม่ได้ดูเพียงตัวอาคาร แต่ดูว่าพนักงานสามารถปฏิบัติตามระบบได้จริงหรือไม่ จึงควรออกแบบเส้นทางเข้าพื้นที่ผลิตให้กิจกรรมที่ถูกต้องเป็นเรื่องง่ายและเป็นเส้นทางบังคับตามธรรมชาติ
- ห้องเปลี่ยนชุดและตู้เก็บของส่วนตัวแยกของสะอาด–ของใช้ภายนอก
- จุดล้างมืออยู่ในตำแหน่งที่ต้องผ่านก่อนเข้าพื้นที่ผลิต
- มีจุดเปลี่ยนรองเท้าหรือฆ่าเชื้อรองเท้าตามระดับความเสี่ยง
- ทางเดินเข้าพื้นที่ผลิตไม่ปะปนกับเส้นทางขยะหรือวัตถุดิบดิบ
- ห้องน้ำไม่เปิดเข้าสู่พื้นที่ผลิตโดยตรง
- พื้นที่พักและรับประทานอาหารแยกจากพื้นที่ผลิตอย่างเหมาะสม
แยกพื้นที่จัดเก็บวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ สารเคมี และสินค้าสำเร็จรูป
การจัดเก็บมีผลต่อ Food Safety และการสอบย้อนกลับ เพราะสินค้าแต่ละประเภทมีความเสี่ยงและเงื่อนไขการเก็บต่างกัน ควรแยกอย่างน้อยเป็นกลุ่มต่อไปนี้
- วัตถุดิบแห้ง
- วัตถุดิบแช่เย็นหรือแช่แข็ง
- บรรจุภัณฑ์สะอาด
- สารเคมีทำความสะอาดและสารอันตราย
- วัตถุดิบหรือสินค้ารอผลตรวจใน Quarantine Area
- สินค้าสำเร็จรูปที่อนุมัติแล้ว
- สินค้าไม่ผ่าน สินค้าคืน หรือสินค้ารอทำลาย
คลังที่แบ่งชัดเจนช่วยให้ระบบ FIFO/FEFO ทำงานง่ายขึ้น ลดการหยิบผิด และเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบย้อนหลัง
ออกแบบให้รองรับ Audit และการขยายโรงงานในอนาคต
เจ้าของโรงงานไม่ควรมองเพียงให้ผลิตได้ในวันนี้ แต่ควรเผื่อการตรวจจากลูกค้า Modern Trade แบรนด์คู่ค้า หน่วยงานรัฐ หรือหน่วยรับรอง รวมถึงการเพิ่มกำลังผลิตในอีก 3–5 ปี
- มีจุดตรวจรับวัตถุดิบและพื้นที่สุ่มตัวอย่าง
- มีห้อง QC หรือพื้นที่ตรวจคุณภาพที่เหมาะกับกระบวนการ
- มีพื้นที่เก็บเอกสาร ตัวอย่างอ้างอิง และอุปกรณ์ตรวจสอบ
- กำหนดเส้นทางผู้ตรวจประเมินโดยไม่รบกวน Flow การผลิต
- เผื่อพื้นที่ขยายไลน์ผลิตและติดตั้งเครื่องจักรเพิ่ม
- เผื่อกำลังไฟฟ้า น้ำ ลม ระบบทำความเย็น และแนวท่อหลัก
- เตรียมพื้นที่ที่สามารถปรับเป็น High Care Area ในอนาคต
The Master Blueprint: ทุกระบบต้องทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว
การผ่าน GHPs ไม่ได้เกิดจากการแก้จุดใดจุดหนึ่ง แต่เกิดจากระบบทั้งหมดทำงานสอดคล้องกัน ตั้งแต่ One-way Flow, Zoning, Locker Room, Cove Base, ระบบระบายน้ำ, ทิศทางลม, High Care, Hygiene Pathway, การแยกคลัง ไปจนถึงพื้นที่เผื่อขยาย
Checklist ก่อนจ้างบริษัทออกแบบโรงงานอาหาร
ก่อนตัดสินใจเลือกผู้ออกแบบหรือผู้รับเหมาสร้างโรงงานอาหาร ควรตรวจสอบว่าทีมงานสามารถตอบคำถามต่อไปนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงระบุว่า “รองรับ GMP/GHPs” ในเอกสารเสนอราคา
1. เข้าใจมาตรฐาน
เข้าใจ GHPs, GMP และแนวทางต่อยอด HACCP ที่เกี่ยวข้องกับประเภทสินค้าของคุณหรือไม่
2. มีประสบการณ์ตรง
เคยออกแบบโรงงานอาหารประเภทเดียวกันหรือกระบวนการที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงหรือไม่
3. วาง Flow ได้จริง
สามารถวาง Flow คน วัตถุดิบ สินค้า บรรจุภัณฑ์ ขยะ และสินค้าคืนไม่ให้ตัดกันได้หรือไม่
4. เข้าใจรายละเอียดสุขลักษณะ
ออกแบบพื้น ผนัง เพดาน Cove Base ระบบระบายน้ำ และระบบอากาศตามลักษณะการผลิตได้หรือไม่
5. คิดถึงการทำความสะอาด
วางเครื่องจักรและพื้นที่ให้ล้าง ตรวจสอบ และซ่อมบำรุงได้จริงหรือไม่
6. มีมุมมอง Food Safety
ทีมออกแบบเข้าใจความเสี่ยงการปนเปื้อน ไม่ได้มองเฉพาะงานสถาปัตย์หรือโครงสร้างหรือไม่
7. ออกแบบ High Care ได้
สามารถประเมินความจำเป็นของ High Care, Airlock, ห้องบรรจุ และแรงดันอากาศได้หรือไม่
8. เตรียมพร้อม Audit
ช่วยวางห้อง QC เส้นทางผู้ตรวจ พื้นที่กักกัน และระบบเอกสารให้ตรวจสอบง่ายได้หรือไม่
9. รองรับการขยาย
เผื่อพื้นที่ กำลังไฟฟ้า ระบบน้ำ ลม ความเย็น และแนวท่อสำหรับอนาคตหรือไม่
10. ดูแลระหว่างก่อสร้าง
มีบริการตรวจแบบ ประสานเครื่องจักร ควบคุมรายละเอียด และให้คำปรึกษาจนพร้อมใช้งานหรือไม่
ออกแบบโรงงานอาหารให้พร้อมผ่าน GHPs ตั้งแต่ Day 1
PRO EN SERV ให้บริการวิเคราะห์กระบวนการผลิต วาง Layout และ Flow ออกแบบสถาปัตยกรรม–วิศวกรรม ประสานเครื่องจักร ขออนุญาต และก่อสร้างโรงงานอาหารแบบครบวงจร ช่วยลดความเสี่ยงการแก้แบบซ้ำและเตรียมโรงงานให้พร้อมต่อยอดสู่ HACCP
ปรึกษาทีมออกแบบโรงงานอาหาร PRO EN SERVFAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการออกแบบโรงงานอาหารให้ผ่าน GHPs
1. GHPs กับ GMP ต่างกันอย่างไร?
GHPs คือแนวปฏิบัติด้านสุขลักษณะที่ดีในห่วงโซ่อาหาร ส่วน GMP คือหลักเกณฑ์วิธีการผลิตที่ดี ในทางปฏิบัติทั้งสองแนวคิดมีเป้าหมายร่วมกัน คือทำให้การผลิตอาหารปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ และลดความเสี่ยงการปนเปื้อน โดย GHPs เป็นพื้นฐานสำคัญก่อนต่อยอดสู่ระบบ HACCP
2. ออกแบบโรงงานอาหารให้ผ่าน GHPs ต้องเริ่มจากอะไร?
ควรเริ่มจากประเภทสินค้า สูตรและกระบวนการผลิต กำลังการผลิต เครื่องจักร Flow วัตถุดิบ Flow พนักงาน การทำความสะอาด และระดับความสะอาดที่ต้องควบคุม แล้วจึงพัฒนาเป็น Layout อาคารและแบบระบบต่าง ๆ
3. โรงงาน SME จำเป็นต้องออกแบบตาม GHPs หรือไม่?
จำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ผลิตอาหารเพื่อจำหน่าย เข้าห้าง รับจ้างผลิต หรือส่งให้ลูกค้าธุรกิจ เพราะ GHPs/GMP เป็นพื้นฐานด้านความปลอดภัยอาหารและช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้โรงงาน
4. เช่าอาคารเดิมมาปรับเป็นโรงงานอาหาร จะผ่าน GHPs ได้ไหม?
มีโอกาสทำได้ แต่ควรตรวจสภาพอาคารก่อนตัดสินใจเช่า เช่น ความสูง พื้นและความลาด ระบบระบายน้ำ ผนัง เพดาน การแบ่งโซน ทางเข้าออก ระบบอากาศ ตำแหน่งห้องน้ำ และพื้นที่ขยาย หากโครงสร้างเดิมไม่เหมาะสม ค่าแก้ไขอาจสูงกว่าที่คาด
5. ห้องบรรจุจำเป็นต้องเป็น Cleanroom หรือไม่?
ไม่ใช่ทุกโรงงานต้องใช้ Cleanroom แต่ห้องบรรจุต้องควบคุมตามความเสี่ยงของสินค้า หากเป็นอาหารพร้อมรับประทานหรือสินค้าที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ควรควบคุมความสะอาด การเข้าออก อากาศ และเส้นทางบรรจุภัณฑ์มากเป็นพิเศษ
6. พื้นโรงงานอาหารควรใช้วัสดุแบบไหน?
ควรแข็งแรง ทนการทำความสะอาด ไม่ดูดซึมน้ำ ไม่หลุดร่อนง่าย และมีความลาดเอียงเหมาะสม วัสดุต้องเลือกตามพื้นที่ใช้งาน เช่น พื้นที่เปียก พื้นที่แห้ง ห้องเย็น พื้นที่ใช้สารเคมี หรือพื้นที่รับน้ำหนักเครื่องจักรและรถเข็น
7. เจ้าของโรงงานสามารถออกแบบ Layout เองได้ไหม?
สามารถจัดทำแนวคิดเบื้องต้นได้ แต่ควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้าน Food Factory Design และระบบ GHPs ตรวจสอบก่อนก่อสร้าง เพราะ Flow ระบบระบายน้ำ ระบบอากาศ ห้องบรรจุ และ Zoning หากผิดตั้งแต่ต้นจะแก้ไขยากและมีต้นทุนสูง
8. การออกแบบโรงงานอาหารมีผลต่อการขออนุญาต อย. หรือไม่?
มีผล เพราะสถานที่ผลิต เครื่องมือ กระบวนการ สุขลักษณะ และการเก็บรักษาต้องเหมาะสมตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง การออกแบบที่ดีช่วยลดปัญหาเมื่อเตรียมสถานที่และเข้าสู่ขั้นตอนตรวจประเมิน
9. ควรออกแบบเผื่อ HACCP ตั้งแต่แรกไหม?
ควรเผื่อไว้ โดยเฉพาะโรงงานที่มีแผนขายเข้า Modern Trade ส่งออก หรือรับจ้างผลิต เพราะการวาง Flow, Zoning, QC, High Care และจุดควบคุมสำคัญตั้งแต่ต้นช่วยให้ต่อยอด HACCP ได้ง่ายขึ้น
10. ค่าออกแบบโรงงานอาหารแพงไหม?
ขึ้นอยู่กับขนาดโรงงาน ประเภทสินค้า ความซับซ้อนของกระบวนการผลิต เครื่องจักร ระบบควบคุมสภาพแวดล้อม และระดับมาตรฐานที่ต้องการ แต่เมื่อเทียบกับค่าแก้ไขหลังสร้างเสร็จ การลงทุนกับการออกแบบที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นมักคุ้มค่ากว่า
สรุป: โรงงานอาหารที่พร้อมผ่าน GHPs ต้องเริ่มจาก Layout ที่ถูกต้อง
การออกแบบโรงงานอาหารให้พร้อมผ่าน GHPs ต้องมองมากกว่าอาคาร แต่ต้องรวมถึง Flow การผลิต การแยกโซนสุขลักษณะ วัสดุพื้นผิว ระบบระบายน้ำ ระบบอากาศ ห้องบรรจุ การวางเครื่องจักร สุขลักษณะพนักงาน การจัดเก็บ และการรองรับ Audit ในอนาคต
สำหรับเจ้าของโรงงานอาหารและ SME การลงทุนกับการออกแบบที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นช่วยลดปัญหาการแก้ไขภายหลัง ลดความเสี่ยงตรวจไม่ผ่าน ลดเวลาหยุดผลิต และทำให้โรงงานพร้อมเติบโตอย่างเป็นระบบ
85/197 หมู่ที่ 3 ถนนบางกรวย-ไทรน้อย
ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง
จ.นนทบุรี 11110